ดาวน์โหลด PDF ดาวน์โหลด Word

ถ้าคุณเคยเห็นภาพสัตว์ขนขาวทั้งตัวยืนอยู่บนชะง่อนหินกว้างไม่กี่เซนติเมตร กลางหน้าผาที่แทบตั้งฉากกับพื้น โดยมีเหวลึกหลายร้อยเมตรอยู่ใต้เท้า แล้วมันยืนนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นคือ แพะภูเขาร็อกกี้

มันเป็นสัตว์ที่ชวนให้เข้าใจผิดตั้งแต่ชื่อ เพราะในทางวิทยาศาสตร์แล้ว มันไม่ใช่แพะ และสิ่งที่มันทำได้ในทุกๆ วัน ก็เป็นสิ่งที่นักปีนผามืออาชีพต้องใช้เชือกและอุปกรณ์ครบชุดจึงจะทำได้

บทความนี้จะพาไปรู้จักมันตั้งแต่ต้น ว่าถ้าไม่ใช่แพะแล้วมันคืออะไร อยู่ที่ไหนมากที่สุด ปีนหน้าผาชันขนาดนั้นได้อย่างไร กินอะไรบนที่ที่แทบไม่มีอะไรขึ้น เหลืออยู่ในโลกกี่ตัว มนุษย์เลี้ยงมันหรือไม่ และที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนไทยคือ — ญาติสนิทของมันอยู่ในประเทศไทยนี่เอง

ไม่ใช่แพะ แล้วมันคืออะไร

ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Oreamnos americanus อยู่ในวงศ์ Bovidae (วงศ์วัวควาย) วงศ์ย่อย Caprinae ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับแพะและแกะจริง

แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ — มันไม่ได้อยู่ในสกุล Capra ซึ่งเป็นสกุลของแพะแท้ทั้งหมด รวมถึงแพะป่าที่เป็นต้นตระกูลของแพะบ้านที่เราเลี้ยงกันทุกวันนี้ พูดง่ายๆ คือแพะภูเขาร็อกกี้กับแพะที่ผูกไว้หลังบ้าน ไม่ใช่ญาติใกล้ชิดกันเลย แม้จะเรียกชื่อคล้ายกัน

นักวิทยาศาสตร์จัดมันไว้ในกลุ่มที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า goat-antelope หรือ "แพะ-แอนทิโลป" ซึ่งเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างแพะกับแอนทิโลป สมาชิกในกลุ่มนี้ได้แก่

กลุ่มชื่อวิทยาศาสตร์ (สกุล)พบที่ไหน
ชามัวร์Rupicapraเทือกเขาในยุโรป
กวางผา (goral)Naemorhedusเอเชีย รวมถึงไทย
เลียงผา (serow)Capricornisเอเชีย รวมถึงไทย
ทาคินBudorcasเทือกเขาหิมาลัยตะวันออก
แพะภูเขาร็อกกี้Oreamnosอเมริกาเหนือเท่านั้น

ข้อเท็จจริงที่น่าทึ่ง: สกุล Oreamnos มีสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงชนิดเดียวในโลก คือแพะภูเขาร็อกกี้ตัวนี้ ไม่มีชนิดอื่นเป็นเพื่อนเลย ในอดีตเคยมีญาติร่วมสกุลชื่อ Oreamnos harringtoni หรือแพะภูเขาแฮร์ริงตัน อาศัยอยู่แถบตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาเหนือ แต่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ปลายยุคน้ำแข็ง เหลือเพียงตัวเดียวที่เรารู้จักทุกวันนี้

รูปร่างหน้าตาและลักษณะเด่น

ขนสีขาวล้วนกับเคราที่ไม่ใช่เครื่องประดับ

สิ่งแรกที่สังเกตได้คือสีขาวทั้งตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ สีขาวช่วยพรางตัวในภูมิประเทศที่มีหิมะปกคลุมเกือบทั้งปี ทั้งสองเพศมีเครายาวใต้คาง ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้คนเรียกมันว่า "แพะ" ตั้งแต่แรกเห็น

เขาสีดำที่บอกอายุได้

ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเขาสีดำเรียวแหลม โค้งไปด้านหลังเล็กน้อย ยาวราว 15-28 เซนติเมตร เขาของมันมีคุณสมบัติพิเศษคือ ไม่ผลัด ต่างจากเขากวางที่หลุดและงอกใหม่ทุกปี

เพราะไม่ผลัด เขาจึงงอกยาวขึ้นเรื่อยๆ ตลอดชีวิต และการเติบโตในแต่ละปีจะทิ้งวงรอบการเจริญเติบโต (annual growth ring) ไว้บนผิวเขา นักชีววิทยาภาคสนามจึงสามารถนับวงเหล่านี้เพื่อบอกอายุของสัตว์ได้ คล้ายกับการนับวงปีของต้นไม้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญมากในการศึกษาโครงสร้างประชากร

ขนาดตัว

สูงราว 1 เมตรที่ระดับไหล่ ตัวเมียหนักราว 82 กิโลกรัม ตัวผู้เฉลี่ยราว 127 กิโลกรัม และตัวผู้ในวัยฉกรรจ์มักหนักเกิน 136 กิโลกรัม ตัวผู้จะมีกล้ามเนื้อไหล่และความลึกของอกมากกว่าตัวเมียอย่างชัดเจน ทำให้เกิดลักษณะ "หลังโหนก" ที่เป็นเอกลักษณ์

ขนสองชั้นที่ทนหนาวได้เกินจินตนาการ

แพะภูเขาร็อกกี้มีขนสองชั้น ชั้นในเป็นขนละเอียดแน่นคล้ายขนแกะ ส่วนชั้นนอกเป็นขนยาวและกลวงตรงกลาง ซึ่งช่วยกักอากาศเป็นฉนวนความร้อน

ผลลัพธ์ของการออกแบบนี้น่าทึ่งมาก — ขนของมันช่วยให้ทนอุณหภูมิฤดูหนาวได้ต่ำถึง −46 องศาเซลเซียส และทนลมที่ความเร็วสูงถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วลมระดับพายุเฮอริเคน ในฤดูใบไม้ผลิมันจะผลัดขนชั้นในออก โดยถูตัวกับก้อนหินและต้นไม้ ทิ้งปุยขนขาวไว้ตามเส้นทางจนกลายเป็นร่องรอยที่นักสำรวจใช้ติดตามได้

กีบเท้า: อุปกรณ์ปีนผาที่ธรรมชาติออกแบบมาอย่างดี

ถ้าจะเลือกอวัยวะเดียวที่อธิบายความมหัศจรรย์ของสัตว์ชนิดนี้ได้ทั้งหมด คำตอบคือกีบเท้า

กีบของมันเป็นกีบผ่าสองนิ้ว ที่ แยกออกจากกันได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสและปรับสมดุล แต่ความฉลาดที่แท้จริงอยู่ที่โครงสร้างภายในซึ่งแบ่งเป็นสองส่วนทำหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

  • ขอบนอก เป็นผนังเคราตินแข็ง คม และทนทาน ทำหน้าที่เหมือนขอบรองเท้าปีนผา ใช้เกี่ยวและจิกเข้าไปในรอยแยกหรือความขรุขระเล็กๆ ของหิน
  • ส่วนใน เป็นแผ่นเคราตินนุ่ม ผิวหยาบ และเว้าตรงกลางคล้ายถ้วยสุญญากาศ มันยืดหยุ่นสูงมากจนสามารถเปลี่ยนรูปตามผิวหินที่เหยียบ ให้แรงเสียดทานมหาศาล

พูดอีกอย่างคือ ธรรมชาติติดตั้ง "ตะขอเหล็ก" กับ "ยางกันลื่น" ไว้ในกีบเดียวกัน สัตว์ชนิดนี้จึงยืนบนชะง่อนกว้างไม่กี่เซนติเมตรได้อย่างมั่นคง และกระโดดข้ามช่องว่างได้ไกลเกือบ 3.7 เมตร

สิ่งที่ทำให้คนดูแล้วขนลุก: ลูกแพะภูเขาแรกเกิดใช้เวลาเพียงประมาณหนึ่งวันก็เริ่มปีนป่ายไปตามโขดหินตามแม่ได้แล้ว ไม่มีช่วงฝึกหัดยาวนานเหมือนสัตว์อื่น เพราะในภูมิประเทศแบบนั้น การเดินไม่เป็นภายในวันแรกหมายถึงความตาย

อยู่ที่ไหน และที่ไหนมีมากที่สุด

ถิ่นกำเนิด

แพะภูเขาร็อกกี้เป็นสัตว์ของอเมริกาเหนือเท่านั้น ไม่มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในทวีปอื่นเลย การกระจายตัวหลักอยู่ตามแนวเทือกเขาฝั่งตะวันตกของทวีป ตั้งแต่รัฐวอชิงตัน ไอดาโฮ และมอนทานา ขึ้นไปทางบริติชโคลัมเบียและอัลเบอร์ตาในแคนาดา ต่อเนื่องถึงตอนใต้ของยูคอนและอะแลสกาตะวันออกเฉียงใต้ โดยอาศัยอยู่ตามเทือกเขาร็อกกี้ และเทือกเขาแคสเคด เป็นหลัก

ความสูงที่มันอยู่

มันเป็นสัตว์ที่อยู่บนที่สูงอย่างแท้จริง ครอบคลุมตั้งแต่เขต subalpine ไปจนถึง alpine tundra และสามารถพบได้ที่ระดับความสูงเกิน 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในระดับความสูงนั้น มันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ตัวใหญ่ที่สุดในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นที่น่าสนใจ — ในเขตชายฝั่งอย่างอะแลสกาตะวันออกเฉียงใต้ บางครั้งมันลงมาถึงระดับน้ำทะเลได้ เพราะแนวป่าและเขตหิมะที่นั่นอยู่ต่ำกว่าปกติมาก สิ่งที่มันต้องการจริงๆ จึงไม่ใช่ "ความสูง" แต่เป็นภูมิประเทศหินชันที่หนีขึ้นไปได้

ทำไมต้องหน้าผาชัน

คำตอบสั้นและตรงไปตรงมาคือ ความปลอดภัย สัตว์ผู้ล่าอย่างหมี หมาป่า สิงโตภูเขา และวูล์ฟเวอรีน ล้วนวิ่งได้เร็วกว่าและแรงกว่าแพะภูเขาบนพื้นราบ แต่ไม่มีตัวไหนตามขึ้นหน้าผาชันได้

กลยุทธ์เอาตัวรอดของมันจึงไม่ใช่การวิ่งหนี แต่คือการวิ่งขึ้น เมื่อรู้สึกถึงอันตราย มันจะมุ่งหน้าสู่พื้นที่ที่ชันที่สุดที่หาได้ในบริเวณนั้นทันที นักชีววิทยาเรียกพื้นที่แบบนี้ว่า escape terrain และมันเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกถิ่นอาศัยของสัตว์ชนิดนี้ มันแทบไม่ลงมาที่ราบเลย ยกเว้นช่วงหิมะหนาจัดจนหาอาหารไม่ได้ หรือช่วงที่ต้องเดินทางไปหาแหล่งแร่ธาตุ

จุดที่มีประชากรหนาแน่น

แหล่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาแน่นของประชากรและโอกาสพบเห็นตัว ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเกลเชียร์ ในรัฐมอนทานา ซึ่งใช้แพะภูเขาเป็นสัญลักษณ์ของอุทยาน และเทือกเขาโอลิมปิก ในรัฐวอชิงตัน

แต่กรณีของเทือกเขาโอลิมปิกมีเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ถูก เพราะมันกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาด้านการจัดการสัตว์ป่าที่โด่งดังที่สุดของอเมริกา ซึ่งจะเล่าละเอียดในหัวข้อท้ายบทความ

กินอะไรบนที่ที่แทบไม่มีอะไรขึ้น

แพะภูเขาร็อกกี้เป็นสัตว์กินพืชล้วน 100% อาหารหลักในธรรมชาติคือหญ้า กก และพืชล้มลุก เสริมด้วยกิ่งอ่อนของไม้สน มอส ไลเคน พุ่มไม้เตี้ยเขตอัลไพน์ ใบไม้แห้ง และดอกไม้ตามฤดูกาล

รูปแบบการกินเปลี่ยนไปตามฤดูอย่างชัดเจน

ฤดูพฤติกรรมการหากิน
ฤดูใบไม้ผลิ–ต้นฤดูร้อนเดินตาม "คลื่นยอดอ่อน" ที่ผลิขึ้นไล่ระดับความสูงขึ้นไปตามไหล่เขา
ฤดูร้อนเล็มหญ้า ไลเคน และพุ่มเตี้ยในทุ่งหญ้าอัลไพน์
ฤดูหนาวลงมาที่ต่ำกว่า กินไม้สนเฮมล็อกและไลเคนเป็นหลัก

เลียโป่ง: พฤติกรรมที่เสี่ยงชีวิตเพื่อเกลือ

นี่คือหนึ่งในพฤติกรรมที่น่าสนใจที่สุดของสัตว์ชนิดนี้

สภาพแวดล้อมแบบอัลไพน์ขาดแคลนโซเดียมอย่างรุนแรง เพราะฝนและหิมะที่ละลายชะล้างแร่ธาตุลงไปตามลาดเขาหมด แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำเป็นต้องใช้โซเดียม แคลเซียม และแมกนีเซียมในการทำงานของระบบเผาผลาญและการสร้างกระดูก

วิธีแก้ปัญหาของมันคือ ธรณีภัต (geophagy) หรือการกินดินและเลียหินโดยตั้งใจ มันจะเดินทางไปยังแหล่งโป่งธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดที่ชั้นหินมีเกลือแร่โผล่ออกมา

ความต้องการนี้รุนแรงถึงขั้นที่มันยอมละทิ้งความปลอดภัยของหน้าผาเพื่อไปหาโป่ง มีรายงานว่าแพะภูเขาเดินทางไกลหลายกิโลเมตร ข้ามพื้นที่เสี่ยง และแม้กระทั่งปีนกำแพงเขื่อนคอนกรีตที่เกือบตั้งฉาก เพื่อเลียแร่ธาตุที่ซึมออกมาตามผิวคอนกรีต — ซึ่งเป็นภาพที่กลายเป็นตำนานในวงการถ่ายภาพสัตว์ป่า

ทำไมเรื่องเกลือถึงสำคัญกว่าที่คิด: ความหิวเกลือของแพะภูเขาคือต้นเหตุโดยตรงของปัญหาความขัดแย้งกับมนุษย์ เพราะเหงื่อ ปัสสาวะ และอาหารของนักเดินป่ามีเกลือ ในพื้นที่ที่แพะภูเขาคุ้นเคยกับคน มันจะเดินเข้าหานักท่องเที่ยวเพื่อขอเกลือ และสัตว์หนักเกินร้อยกิโลกรัมที่มีเขาแหลมสองข้างและไม่กลัวคน คือสัตว์อันตราย เรื่องนี้กลายเป็นเหตุผลหลักข้อหนึ่งของการย้ายประชากรทั้งหมดออกจากอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก

ส่วนตัวที่เลี้ยงในสวนสัตว์ อาหารจะเสริมด้วยธัญพืช หญ้าอัลฟัลฟา ผักและผลไม้ พร้อมก้อนแร่ธาตุให้เลียทดแทนโป่งธรรมชาติ

การใช้ชีวิต สังคม และการสืบพันธุ์

สังคมที่แยกเพศกันอยู่

นอกฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้ (เรียกว่า billy) กับตัวเมีย (เรียกว่า nanny) จะแยกกันอยู่คนละกลุ่ม ตัวผู้มักอยู่โดดเดี่ยวหรือรวมกลุ่มเล็กๆ เพียง 2-3 ตัว ส่วนตัวเมียจะรวมกันเป็นฝูงเลี้ยงลูก (nursery group) ที่อาจมีสมาชิกมากถึง 50 ตัว

การรวมฝูงของแม่และลูกมีเหตุผลทางนิเวศวิทยาชัดเจน คือช่วยลดความเสี่ยงจากผู้ล่าให้แต่ละตัว และทำให้แม่ที่มีลูกกล้าออกไปหากินในพื้นที่ที่ห่างจากหน้าผาปลอดภัยมากขึ้น

ลำดับชั้นทางสังคมที่เข้มงวด

สิ่งที่คนมักคาดไม่ถึงคือ ตัวเมียก้าวร้าวกว่าตัวผู้ งานวิจัยพบว่าตัวเมียและสัตว์วัยสองปีมีพฤติกรรมข่มขู่และปะทะมากกว่ากลุ่มอื่น

ลำดับชั้นนี้ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าใครได้จุดนอนที่ดีที่สุด ใครได้ที่หากินที่ดีที่สุด และใครได้ใช้แหล่งโป่งก่อน ในสภาพแวดล้อมที่ทรัพยากรจำกัดขนาดนั้น ลำดับชั้นคือเรื่องเป็นเรื่องตาย

ลูกและการเลี้ยงดู

ลูกแพะภูเขาเรียกว่า kid แม่จะปกป้องลูกอย่างดุดันด้วยเขาและกีบ และลูกจะอยู่ติดแม่เพื่อเรียนรู้ทักษะเอาตัวรอด โดยเฉพาะการจำเส้นทางบนหน้าผา ซึ่งเป็นความรู้ที่ต้องถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ศัตรูและสาเหตุการตายที่แท้จริง

ผู้ล่าหลักคือสิงโตภูเขา หมาป่าสีเทา และหมีสีน้ำตาล ส่วนนกอินทรีทองอาจโฉบลูกที่ยังเล็ก และหมีกับวูล์ฟเวอรีนจะฉวยโอกาสกับตัวที่อ่อนแอ

แต่ข้อมูลภาคสนามเผยความจริงที่หลายคนคาดไม่ถึง — ผู้ล่าไม่ใช่สาเหตุการตายอันดับหนึ่ง สาเหตุสำคัญที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต

  • หิมะถล่ม — งานวิจัยพบว่าหิมะถล่มคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 23-65% ของอัตราการตายเฉลี่ยต่อปี ขึ้นอยู่กับประชากรแต่ละกลุ่ม นับเป็นปัจจัยขับเคลื่อนประชากรที่เชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศโดยตรง
  • การพลัดตกจากหน้าผา — พบมากขึ้นเมื่อสัตว์อายุมากขึ้น เพราะความคล่องแคล่วลดลง
  • โรคและการอดอยาก โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่รุนแรง

อายุขัยในธรรมชาติอยู่ที่ 9-12 ปี โดยมีบันทึกสูงสุดที่ 18 ปี

เหลืออยู่กี่ตัว และสถานะการอนุรักษ์

สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดให้แพะภูเขาร็อกกี้อยู่ในสถานะ Least Concern หรือ "กังวลน้อยที่สุด" และแนวโน้มประชากรคงที่ (Stable)

ตัวเลขประชากรตามบัญชีแดงของ IUCN อยู่ที่ราว 48,000-62,000 ตัวเต็มวัย ขณะที่บางแหล่งข้อมูลที่นับรวมสัตว์ทุกช่วงวัยให้ตัวเลขสูงกว่านั้น

พื้นที่ประชากรโดยประมาณ
แคนาดา (ประเมินปี 2010)43,700–70,200 ตัว
สหรัฐอเมริกา (รวม)37,000–47,000 ตัว
— เฉพาะอะแลสกา24,000–33,500 ตัว

ตัวเลขนี้ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับสัตว์ป่าชนิดอื่น แต่ก็ยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต สิ่งที่ควรเข้าใจคือสถานะ Least Concern ไม่ได้แปลว่า "มีเยอะ" แต่แปลว่า "ยังไม่มีแนวโน้มลดลงจนน่ากังวลในระดับสากล"

ในอดีตประชากรเคยลดลงอย่างหนักจากการล่าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาตอนล่าง ก่อนที่มาตรการควบคุมการล่าและการย้ายประชากรไปตั้งถิ่นฐานใหม่จะช่วยฟื้นฟูจำนวนกลับมาได้

มนุษย์เลี้ยงหรืออยู่ตามธรรมชาติ

คำตอบคืออยู่ตามธรรมชาติ 100% แพะภูเขาร็อกกี้เป็นสัตว์ป่าเต็มตัว ไม่เคยถูกทำให้เชื่องเป็นสัตว์เลี้ยง เหมือนแพะบ้านที่มนุษย์เลี้ยงเอานม เนื้อ และขนมานับพันปี

เหตุผลที่มันไม่ถูกนำมาเลี้ยงมีหลายข้อ — มันต้องการภูมิประเทศหินชันที่ฟาร์มจำลองไม่ได้ ต้องการอากาศหนาวจัด มีลำดับชั้นทางสังคมที่ก้าวร้าว และให้ผลผลิตน้อยเกินกว่าจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

บทบาทของมนุษย์ต่อสัตว์ชนิดนี้จึงมีสามรูปแบบหลัก

  • การอนุรักษ์ในพื้นที่คุ้มครอง เช่น อุทยานแห่งชาติต่างๆ ในสหรัฐฯ และแคนาดา
  • การล่าแบบควบคุม ในบางรัฐของอเมริกาและบางมณฑลของแคนาดา ภายใต้ระบบใบอนุญาตและโควตาที่จำกัดจำนวนอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมประชากรไม่ให้เกินความสามารถรองรับของพื้นที่
  • การจัดแสดงในสวนสัตว์ จำนวนไม่มาก เพราะเลี้ยงยากและต้องการสภาพแวดล้อมเฉพาะ

กรณีศึกษา: เมื่อการย้ายสัตว์ด้วยความหวังดีกลายเป็นปัญหา 90 ปี

เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญของวงการอนุรักษ์

ในช่วงทศวรรษ 1920 มีการนำแพะภูเขาจำนวนหนึ่งไปปล่อยที่เทือกเขาโอลิมปิก รัฐวอชิงตัน เพื่อให้เป็นสัตว์สำหรับล่า ปัญหาคือที่นั่นไม่ใช่ถิ่นกำเนิดของมัน และพื้นที่ดังกล่าวต่อมากลายเป็นอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก

สัตว์ต่างถิ่นเหล่านี้ขยายพันธุ์ได้ดีเกินคาดและสร้างปัญหาสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความเสียหายต่อพืชอัลไพน์เฉพาะถิ่นที่ไม่เคยวิวัฒนาการร่วมกับสัตว์เล็มหญ้าขนาดนี้ อีกด้านหนึ่งคือปัญหาเกลือ — เพราะเทือกเขาโอลิมปิกขาดแหล่งโป่งธรรมชาติ แพะภูเขาจึงหันไปพึ่งพาเกลือจากเหงื่อและปัสสาวะของนักเดินป่า จนเกิดพฤติกรรมเข้าหาคนอย่างไม่กลัวเกรง และนำไปสู่เหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิต

เดือนมิถุนายน 2018 หน่วยงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ ลงนามอนุมัติแผนย้ายแพะภูเขาทั้งหมดออกจากอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก ปฏิบัติการเริ่มในเดือนกันยายนปีเดียวกัน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ปืนยิงยาสลบ และตาข่าย จับสัตว์ใส่เปลพิเศษแล้วขนย้ายไปปล่อยยังเทือกเขาแคสเคดตอนเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของมันและมีประชากรลดลง

ระหว่างเดือนกันยายน 2018 ถึงกันยายน 2019 มีการเคลื่อนย้ายสัตว์ไปแล้ว 275 ตัว โดยแผนทั้งหมดตั้งเป้าย้ายราว 725 ตัว นับเป็นปฏิบัติการที่ใช้ทั้งงบประมาณและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างมหาศาล เพียงเพื่อแก้ไขการตัดสินใจที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบร้อยปีก่อน

แล้วประเทศไทยล่ะ มีญาติของมันไหม

คำตอบคือ มี และเป็นญาติที่ใกล้ชิดกว่าที่คนไทยส่วนใหญ่คิด

อย่างที่กล่าวไปตอนต้น แพะภูเขาร็อกกี้อยู่ในกลุ่ม goat-antelope ซึ่งมีสมาชิกที่สำคัญคือ Capricornis (เลียงผา) และ Naemorhedus (กวางผา) — และทั้งสองสกุลนี้มีอยู่ในประเทศไทย

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งเลียงผาและกวางผาต่างก็เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นสถานะคุ้มครองระดับสูงสุดของกฎหมายไทย สงวนไว้สำหรับสัตว์ป่าหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ที่ต้องอนุรักษ์อย่างเข้มงวด

เลียงผา — แพะภูเขาแห่งผาหินปูนเมืองไทย

เลียงผา (serow) มีชื่อเรียกท้องถิ่นหลายชื่อ เช่น เยือง กูรำ หรือโครำ รูปร่างคล้ายแพะแต่ไม่มีเครา ขนหยาบยาวสีเกือบดำทั้งตัว หูยาวคล้ายหูลา ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีเขาสั้นราว 4-8 นิ้ว โคนเขาเป็นสันและปลายโค้ง

ถิ่นอาศัยของมันสะท้อนพฤติกรรมเดียวกับแพะภูเขาร็อกกี้อย่างน่าทึ่ง คือหน้าผาและภูเขาหินชัน โดยเฉพาะเขาหินปูน ปกติพบที่ระดับความสูงราว 800-1,500 เมตร แต่ในบางพื้นที่อาจพบต่ำกว่า 500 เมตรหรือสูงเกิน 2,000 เมตร ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ อาหาร และแหล่งน้ำ อาหารของมันคือหญ้า เปลือกไม้ กิ่งและใบอ่อน

สถานะตามบัญชีแดง IUCN อยู่ในระดับ Vulnerable หรือ "มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์" ซึ่งน่ากังวลกว่าแพะภูเขาร็อกกี้อย่างมีนัยสำคัญ ในประเทศไทยพบได้ตามเทือกเขาหินปูนหลายแห่ง รวมถึงพื้นที่อย่างอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

กวางผา — "ม้าเทวดา" แห่งขุนเขา

กวางผาจีน (Naemorhedus griseus) หรือที่บางแห่งเรียกว่า "ม้าเทวดา" เป็นสัตว์คล้ายแพะขนาดเล็ก พบในเขตภูเขาของเมียนมา จีน อินเดีย ไทย เวียดนาม และอาจรวมถึงลาว

ในประเทศไทยพบได้ที่ดอยเชียงดาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา-แม่แสะ และอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ที่ระดับความสูงราว 1,000 เมตรขึ้นไป

ตัวเลขที่สะท้อนความเปราะบางได้ชัดที่สุดคือ — ในเดือนธันวาคม 2560 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานผลสำรวจที่ดอยเชียงดาว พบกวางผาเพียง 90 ตัว แบ่งเป็นตัวเต็มวัย 65 ตัว วัยรุ่น 17 ตัว และลูกอ่อน 8 ตัว ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจมา

สถานะ IUCN ของกวางผาจีนอยู่ในระดับ Vulnerable เช่นกัน และในหลายพื้นที่ของการกระจายพันธุ์ยังเผชิญปัญหาการล่าเกินขนาด

ข้อเปรียบเทียบที่ควรจำ: แพะภูเขาร็อกกี้มีราว 48,000-62,000 ตัวและอยู่ในสถานะ Least Concern ส่วนกวางผาที่ดอยเชียงดาวซึ่งเป็นแหล่งที่ดีที่สุดของไทย มีเพียงราว 90 ตัว และอยู่ในสถานะ Vulnerable ทั้งที่เป็นสัตว์กลุ่มเดียวกัน อาศัยบนหน้าผาเหมือนกัน และใช้กลยุทธ์เอาตัวรอดแบบเดียวกัน ความต่างไม่ได้อยู่ที่ตัวสัตว์ แต่อยู่ที่ขนาดของถิ่นอาศัยที่เหลืออยู่ และแรงกดดันจากมนุษย์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บทเรียนสำหรับคนไทย

เมื่อเราอ่านเรื่องแพะภูเขาร็อกกี้แล้วรู้สึกทึ่งกับความสามารถในการปีนผา สิ่งที่ควรรู้คือ สัตว์ที่ทำแบบเดียวกันได้ก็มีอยู่ในป่าเมืองไทย เพียงแต่มันหายากกว่ามาก เห็นตัวยากกว่ามาก และอยู่ในสถานะที่เปราะบางกว่ามาก

เลียงผาและกวางผาอยู่บนหน้าผาหินปูนและภูเขาสูงของไทยด้วยเหตุผลเดียวกับที่ญาติของมันอยู่บนเทือกเขาร็อกกี้ นั่นคือหน้าผาคือที่ที่ผู้ล่าตามไม่ถึง แต่ในกรณีของไทย ผู้ล่าที่ทำให้ประชากรลดลงจนต้องขึ้นบัญชีสัตว์ป่าสงวน ไม่ใช่เสือหรือหมาป่า

สรุป

แพะภูเขาร็อกกี้ (Oreamnos americanus) ไม่ใช่แพะแท้ แต่เป็น goat-antelope ที่มีญาติใกล้ชิดคือชามัวร์ในยุโรป และเลียงผากับกวางผาในเอเชีย มันเป็นสมาชิกเพียงชนิดเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในสกุลของตัวเอง

มันมีขนขาวสองชั้นที่ทนหนาวได้ถึง −46 องศาเซลเซียส มีเขาดำที่ไม่ผลัดและนับวงบอกอายุได้ และมีกีบเท้าที่ผสมผสานขอบแข็งคมกับแผ่นยางนุ่มไว้ในอวัยวะเดียว ทำให้ยืนบนหน้าผาเกือบตั้งฉากได้อย่างมั่นคง

ถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาเหนือเท่านั้น ตั้งแต่อะแลสกาตอนใต้ลงมาตามเทือกเขาร็อกกี้และแคสเคด อาศัยในเขต subalpine ถึง alpine tundra ที่ความสูงเกิน 4,000 เมตรได้ โดยเลือกหน้าผาชันเป็นที่หลบภัยจากผู้ล่า

มันกินพืชล้วน และมีพฤติกรรมเลียโป่งที่รุนแรงถึงขั้นยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อแร่ธาตุ ซึ่งพฤติกรรมนี้เองที่กลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งกับมนุษย์ และนำไปสู่ปฏิบัติการย้ายประชากรทั้งหมดออกจากอุทยานแห่งชาติโอลิมปิก

ประชากรโลกอยู่ที่ราว 48,000-62,000 ตัวเต็มวัย สถานะ Least Concern แนวโน้มคงที่ อายุขัย 9-12 ปี เป็นสัตว์ป่า 100% ที่มนุษย์ไม่เคยเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีเพียงการอนุรักษ์ในอุทยานและการล่าแบบควบคุมภายใต้โควตา

และสิ่งที่ควรจำที่สุดสำหรับคนไทย — ญาติสนิทของมันอยู่ในบ้านเรา เลียงผาและกวางผาเป็นสัตว์ป่าสงวนทั้งคู่ อยู่ในสถานะ Vulnerable ทั้งคู่ และที่ดอยเชียงดาวซึ่งเป็นแหล่งกวางผาที่ดีที่สุดของประเทศ เรามีอยู่เพียงราว 90 ตัวเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง